เลือกนาฬิกาสุขภาพยังไง ให้เหมาะกับการใช้งาน

ด้วยเทรนด์การดูแลสุขภาพและการออกกำลังกาย กำลังมาแรง!
1 มกราคม 2022

เลือกนาฬิกาสุขภาพยังไง ให้เหมาะกับการใช้งาน

ด้วยเทรนด์การดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายซึ่งกำลังมาแรง ทำให้มีแอปพลิเคชั่นมากมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการออกกำลังกาย การตรวจวัดค่าสุขภาพต่างๆ ออกมาให้ใช้อยู่บนสมาร์ทโฟนเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยประเด็นที่ว่าการถือสมาร์ทโฟนไปด้วยออกกำลังกายไปด้วยเนี่ย บางครั้งมันก็กลายมาเป็นปัญหาอยู่พอสมควร ไม่ถนัดบ้าง ถ่วงน้ำหนักบ้าง สิ่งที่เรียกว่า “smart watch” หรือนาฬิกาอัจฉริยะ จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ พร้อมด้วยฟีเจอร์และแอปพลิเคชั่นดีๆที่มีเพิ่มเติมมาให้ใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการวัดระดับสุขภาพและสถิติต่างๆจากการออกกำลังกาย จนเราอาจเรียกว่ามันคือ “นาฬิกาสุขภาพ” เลยก็ว่าได้

1200-00.jpg

ด้วยประโยชน์ที่ชัดเจนในแนวทางขนาดนี้ ShopBack ว่าเพื่อนๆหลายคนก็อาจเคยมองหานาฬิกา smart watch เอาไว้สวมใส่ตอนออกกำลังกาย เพื่อตรวจดูหรือเก็บสถิติการออกกำลังกายต่างๆไปด้วย หรือบางคนก็อาจจะอยากได้มาตรวจสุขภาพของตนเองว่าเป็นอย่างไรไปบ้างแล้ว แต่ด้วยความที่นาฬิกาสุขภาพในปัจจุบันก็มีออกมาให้เลือกมากมาย หลายแบบหลายแบรนด์ ไหนจะฟีเจอร์สำหรับการออกกำลังกายที่มากขึ้นเช่นกัน จะซื้อแบบไหน ยี่ห้ออะไรดี เลือกไม่ถูกเลย

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเลือกนาฬิกาสุขภาพ

1200-02.jpg

  1. รูปแบบการวัดชีพจร ในกรณีของผู้ที่ต้องการคำนวณการใช้แคลอรี่ให้แม่นยำที่สุด หรือต้องการออกกำลังกายแบบ Interval ซึ่งใช้การนับก้าวเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอแน่นอน การวัดระดับชีพจรจึงเข้ามามีบทบาท ซึ่งรูปแบบการวัดนั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
    • การวัดชีพจรแบบใช้สายคาดหน้าอก จัดเป็นการวัดชีพจรที่แม่นยำที่สุด สามารถใช้กับการออกกำลังกายแบบ Interval ได้ดี ให้ค่าชีพจรตอบสนองในแบบ Real-time และต่อเนื่อง หากแต่การสวมใส่สายคาดนั้นอาจอึดอัดและไม่สะดวกสบายนัก
    • การวัดชีพจรทางข้อมือ (Optical-HR-Wrist-Based) เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ทุกแบรนด์ต่างก็ขยันแข่งกันออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆในรูปแบบนี้ ซึ่งความแม่นยำนั้นก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละแบรนด์ แต่ที่แน่ๆยังสู้การวัดชีพจรแบบใช้สายคาดหน้าอกไม่ได้ แต่สำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบาย และไม่ได้ต้องการค่าวัดที่แม่นยำอะไรมาก ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว

  2. ระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟนของเรา รวมถึงแอปพลิเคชั่นที่เราชอบ หรือใช้งานอยู่แล้วเป็นประจำ ควรเลือกที่มันใช้งานร่วมกันได้ เพราะการซิงค์ข้อมูลนาฬิกาผ่านแอปพลิเคชั่นมายังสมาร์ทโฟน เราจะสามารถดูข้อมูลการออกกำลังกายอย่าง ละเอียดในภายหลังได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าซื้อมาแล้วมันดันไม่รองรับกับการใช้งานร่วม ก็น่าเสียดายที่เราไม่อาจใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือเต็มความสามารถที่มันสามารถให้ได้นั่นเอง

  3. ฟีเจอร์ เป็นอีกสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะนาฬิกาในแต่ละรุ่นมักจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป หน้าจอสี, หน้าจอสัมผัส, ถ้ามี GPS ในตัวก็จะเหมาะกับผู้ที่ชอบออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือแม้แต่ฟีเจอร์การควบคุมเสียงเพลง ไปจนถึงการรองรับรูปแบบการออกกำลังกายพิเศษสำหรับคนที่ต้องการวัดค่าเฉพาะทาง เช่น การวิ่งเทรล, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ, วิ่งบนลู่, เวท เทรนนิ่ง, ฟุตบอล, บาสเก็ตบอล ฯลฯ

  4. แบตเตอรี่ และการชาร์จ ดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่ก็ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ เพราะการออกกำลังกายในแต่ละครั้ง ใช้เวลานานพอสมควรเหมือนกัน ยิ่งบางรุ่นที่ใช้ GPS ก็จะยิ่งเปลืองแบตฯมากขึ้น การมีนาฬิกาสุขภาพที่แบตเตอรี่อึดๆ ชาร์จทีนึงใช้ได้ยาวๆ ก็จะช่วยให้เราไม่ต้องชาร์จบ่อย

  5. การรับประกัน ด้วยราคามีความแตกต่างกันมาก เริ่มตั้งแต่ 300 บาท (ของจีน) ไปจนถึงหลักหมื่น ถ้าของมันดีเหมือนกันเป็นใครก็คงเลือกอันที่ 300 แต่ความจริงนั้นมันไม่ใช่ แถมยังมีความแตกต่างในหลายด้านอีกด้วย อาทิ ความแม่นยำของข้อมูลที่ติดตาม, วัสดุภายในและภายนอก, ความคงทน, ความสามารถของตัว Tracker, Application, การรับประกัน ฯลฯ เพราะฉะนั้น อย่าคำนึงถึงแค่ราคาที่ถูกเพียงอย่างเดียวค่ะ มิฉะนั้น ซื้อมาแล้วแทนที่จะได้สุขภาพอาจกลายเป็นเสียสุขภาพแทน ด้วยอาการ ปวดหัว ปวดตับ และปวดใจค่า

เลือกซื้อยังไง ให้เหมาะกับการใช้งาน

1200-03.jpg

สำรวจความต้องการของตัวเองให้แน่ชัดว่า “เป้าหมายหลักในการใช้งาน” นาฬิกา smart watch ของเรานั้นคืออะไร เช่น ใช้เพื่อตรวจวัดระดับสุขภาพเฉยๆ หรือว่าจะใช้กับการออกกำลังกาย เล่นกีฬา แล้วถ้าเป็นอย่างหลัง เราออกกำลังกายรูปแบบไหน เล่นฟิตเนส หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น วิ่ง หรือปั่นจักรยาน เป็นต้น หรือเราอยากติดตามข้อมูลการเล่นกีฬาชนิดใดเป็นพิเศษไหม? อย่างเช่น ว่ายน้ำ วิ่งมาราธอน หรือไตรกีฬา

ทั้งนี้ ก็เพราะว่าคุณสมบัติในนาฬิกาแต่ละรุ่นแต่ละแบรนด์นั้นมีความสามารถแตกต่างกัน โดยอาจมีความสามารถพื้นฐานทั่วไป เช่น การนับก้าว คำนวนปริมาณแคลอรี่ที่ใช้ในแต่ละวัน และวัดคุณภาพการนอนหลับ ซึ่งถ้าคุณไม่ได้ต้องการข้อมูลที่เป็นพิเศษอย่างอื่น ฟังก์ชั่นเพียงเท่านี้ก็อาจเพียงพอแล้ว แต่ถ้าคุณต้องการ “นาฬิกาออกกำลังกาย” หรือ Fitness tracker ที่มีความสามารถพิเศษอื่นๆเพิ่มเข้ามา เช่น ถ้าจะนำมันไปใช้กับการอออกกำลังกายที่ต้องวัดความเร็ว เช่น ปั่นจักรยาน หรือไตรกีฬา ก็ควรเลือกรุ่นที่มี GPS, การวัดชีพจร และเซ็นเซอร์อื่นๆ เพิ่มเข้ามา ซึ่ง ShopBack จะขอแบ่งรูปแบบการใช้งานหลักๆเป็นแบบ โดย ShopBack จะอธิบายถึงฟังก์ชั่นที่จำเป็นต่อการใช้งานแต่ละประเภท แล้วก็จะแนะนำรุ่นของนาฬิกาที่เหมาะสมให้

สายวัดระดับสุขภาพเพียงอย่างเดียว

1200-04.jpg

สำหรับผู้ที่ไม่ได้มุ่งเน้นการออกกำลังกายเป็นหลัก เพียงแค่อยากจะใช้นาฬิกาเพื่อเอามาวัดระดับสุขภาพต่างๆ นาฬิกาออกกำลังกายที่คุ้มค่า ไม่จำเป็นต้องมีฟังก์ชั่นพิเศษอะไรมากค่ะ หลักๆก็แค่ฟังก์ชั่น ติดตามการนับก้าว, ติดตามแคลอรี่ และวัดคุณภาพการนอนหลับ ส่วนการวัดชีพจร กับ GPS อาจไม่จำเป็นเท่าไหร่ จะมีหรือไม่มีก็ได้

สายออกกำลังในฟิตเนส

1200-05.jpg

อย่างแรกเลยที่ไม่จำเป็นก็คือ GPS ค่ะ เพราะเราออกกำลังอยู่กับที่ จึงไม่จำเป็นต้องติดตามเส้นทางการออกกำลังกาย และสิ่งที่ควรมีก็คือ เซ็นเซอร์วัดชีพจร และค่าที่แสดงผลแบบ Real-Time, การคำนวญแคลอรี่ที่เผาผลาญ, ตัววิเคราะห์การนอนหลับ และบางคนอาจจะอยากได้รุ่นที่มีโหมดกีฬา Indoor ซึ่งรองรับอุปกรณ์ฟิตเนส เช่น ลู่วิ่ง จักรยานไฟฟ้า อันนี้ก็ได้เช่นกัน

สายวิ่งเทรล มาราธอน ปั่นจักรยาน

1200-06.jpg

หลักๆเลยควรมีเซนเซอร์วัดชีพจร (ถ้าจะให้ดีควรเป็นแบบคาดอก), GPS ในการติดตามเส้นทางและวัดระยะความเร็ว, ฟังก์ชั่น Navigation สำหรับตั้งโปรแกรมฝึกด้วยเส้นทางและการนำทางสำหรับการวิ่งเทรลในเส้นทางซับซ้อน, ฟังก์ชั่นและโหมดกีฬา Outdoor ที่รองรับ เข็มทิศ, การวัดอุณหภูมิ, การคำนวณความเร็ว, ระยะทาง, ระยะเวลา, อัตราเฉลี่ยที่ละเอียด รวมถึงการวิเคราะห์ช่วงเวลาที่ควรพัก

สายว่ายน้ำ

1200-07.jpg

สำหรับสายนี้ข้อสำคัญเลยคือ ควรมีค่ามาตรฐานกันน้ำตั้งแต่ 50 เมตรขึ้นไป และควรมีโหมดว่ายน้ำโดยเฉพาะ คำนวณขนาดของสระเพื่อคำนวณรอบ, การวัด Stroke, บอกรูปแบบการ Stroke และจับเวลาการฝึกซ้อม ส่วนของเซนเซอร์วัดชีพจรจะมีหรือไม่มีก็ได้

สายไตรกีฬา

1200-08.jpg

สายนี้เป็นเหมือนศูนย์รวมทุกสิ่งอย่างการออกกำลังกายเลยค่ะ ทั้งกีฬา Outdoor และว่ายน้ำ เพราะฉะนั้นจึงควรมีโหมดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น โหมดกีฬา Outdoor, โหมดว่ายน้ำ, มีค่ามาตรฐานกันน้ำตั้งแต่ 50 เมตรขึ้นไป, เซนเซอร์วัดชีพจรที่แม่นยำและต่อเนื่อง, มี GPS ในการติดตามเส้นทางและวัดระยะความเร็ว, โหมดสลับประเภทกีฬารองรับ และฟังก์ชั่นการติดตามผลของร่างกายและสรีระ เพื่อเช็คความฟิต

นาฬิกาสำหรับสายแอทเวนเจอร์ รองรับกีฬามากกว่า 15 ชนิด ทั้ง วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ (กันน้ำ 100 เมตร) เดินป่า เล่นสกี เล่นเซิร์ฟ ไตรกีฬา ฯลฯ มีระบบ GPS ติดตามและนำทาง, เข็มทิศ, ตัววัดระดับความสูง, วัดชีพจร, แคลอรี่, ติดตามวิเคราะห์การออกกำลังกาย พร้อมแนะนำการฟื้นฟู และเก็บข้อมูลการฝึกบนนาฬิกาได้นาน 30 วัน