9 วิธีประหยัดไฟตู้แช่เครื่องดื่ม คนเปิดร้านสะดวกซื้อไม่รู้ไม่ได้

ใครอยากรู้เทคนิคประหยัดไฟ สำหรับตู้แช่เครื่องดื่ม บทความนี้รวบรวมไว้ให้ครบ พร้อมแนะนำตู้แช่เครื่องดื่ม 2 ประตูแบบประหยัดไฟมาบอกต่อกันด้วย ติดตามได้เลย
25 กรกฎาคม 2024

ในยุคที่ค่าไฟพุ่งสูงขึ้น ร้านสะดวกซื้อต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่รู้หรือไม่ว่า? หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เปลืองค่าไฟ เกิดจากการใช้ตู้แช่เครื่องดื่มที่มีประสิทธิภาพลดลง เพื่อเป็นแนวทางในการประหยัดพลังงานและลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อ บทความนี้จะขอมาแชร์เทคนิคประหยัดไฟฟ้าสำหรับตู้แช่เครื่องดื่ม พร้อมแนะนำตู้แช่เครื่องดื่ม 2 ประตูแบบประหยัดไฟ แต่จะมีอะไรบ้าง ไปเช็กลิสต์กันเลย

การแช่สินค้าในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยให้ตู้แช่เครื่องดื่มประหยัดไฟได้.jpg

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกินไฟของตู้แช่เครื่องดื่ม

  • อุณหภูมิ : อุณหภูมิที่ตั้งไว้ภายในตู้แช่ส่งผลต่อการทำงานของคอมเพรสเซอร์โดยตรง ยิ่งตั้งอุณหภูมิต่ำ คอมเพรสเซอร์ก็จะต้องทำงานหนักขึ้น กินไฟมากขึ้น อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับตู้แช่เครื่องดื่มโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 4-10 องศาเซลเซียส
  • จำนวนสินค้าที่แช่ : ปริมาณสินค้าที่แช่ภายในตู้แช่ ส่งผลต่อการทำงานของคอมเพรสเซอร์เช่นกัน ตู้แช่ที่มีสินค้าเต็มแน่น จะต้องใช้พลังงานในการรักษาอุณหภูมิมากกว่าตู้แช่ที่ว่างเปล่า
  • การเปิดปิดประตู : การเปิดปิดประตูตู้แช่บ่อย ๆ จะทำให้ความเย็นภายในตู้รั่วไหลออก ทำให้คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในตู้ จึงควรเปิดตู้แช่เมื่อจำเป็นเท่านั้น และปิดให้สนิททุกครั้งหลังการใช้งาน
  • สภาพแวดล้อม : อุณหภูมิและความชื้นของสภาพแวดล้อมที่ตู้แช่ตั้งอยู่ ส่งผลต่อการทำงานของคอมเพรสเซอร์เช่นกัน ควรตั้งตู้แช่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง และความร้อนจากเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ
  • สภาพตู้แช่ : ประสิทธิภาพการทำงานของตู้แช่จะลดลงตามกาลเวลา ตู้แช่ที่เก่า หรือเกิดชำรุด เสียหาย จะกินไฟมากกว่าตู้แช่ใหม่ ควรตรวจเช็กสภาพตู้แช่เป็นประจำ และทำความสะอาดคอยล์เย็นอยู่เสมอ

8 วิธีประหยัดไฟตู้แช่เครื่องดื่ม ที่คนเปิดร้านสะดวกซื้อต้องรู้ !

1. วางตำแหน่งตู้แช่อย่างเหมาะสม

หลีกเลี่ยงการวางตู้แช่บริเวณที่มีความร้อนสูง เช่น ใกล้เตาอบ เตาแก๊ส หรือแสงแดดจัด เนื่องจากจะทำให้ตู้แช่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิ วางตู้แช่ในบริเวณที่มีการถ่ายเทอากาศได้สะดวก และเว้นระยะห่างจากผนังอย่างน้อย 15 เซนติเมตร เพื่อให้มีช่องว่างสำหรับการระบายความร้อน

2. ละลายน้ำแข็งภายในตู้แช่อย่างสม่ำเสมอ

น้ำแข็งที่เกาะหนาภายในตู้แช่จะเป็นฉนวนกั้นความเย็น ทำให้คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิ จึงควรละลายน้ำแข็งภายในตู้แช่เป็นประจำ โดยถอดปลั๊กไฟและเปิดประตูตู้ทิ้งไว้ จะช่วยประหยัดพลังงานได้มาก ทั้งนี้ อย่าใช้วัตถุที่มีคมขูดน้ำแข็ง เพราะอาจทำให้ตู้แช่เสียหายได้

3. ปรับอุณหภูมิตู้แช่ให้เหมาะสม

อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับตู้แช่เครื่องดื่มคือ 4-10 องศาเซลเซียส การตั้งอุณหภูมิให้ต่ำเกินไปจะทำให้คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักขึ้น สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น ดังนั้นควรปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับประเภทของเครื่องดื่มที่แช่ด้วย

4. ตรวจสอบและเปลี่ยนขอบยางตู้แช่เมื่อชำรุด

ขอบยางตู้แช่ที่เสื่อมสภาพจะทำให้ความเย็นรั่วไหลออกมา ส่งผลให้คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในตู้ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบสภาพขอบยางเป็นประจำ และเปลี่ยนใหม่ทันทีเมื่อพบว่าเสื่อมสภาพ

5. เลือกใช้หลอดไฟประหยัดพลังงานภายในตู้

เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED ประหยัดพลังงานในตู้แช่ นอกจากนี้ ควรปิดไฟเมื่อไม่ได้ใช้งานด้วย เพื่อช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่ง

6. จัดวางสินค้าภายในตู้แช่อย่างเหมาะสม

ไม่ควรจัดวางสินค้าแน่นจนเกินไป เนื่องจากจะขวางการถ่ายเทอากาศภายในตู้ ควรเว้นช่องว่างระหว่างสินค้าให้มีการไหลเวียนของอากาศ นอกจากนี้ ควรปิดฝาขวด/กระป๋องเครื่องดื่มให้สนิท เพื่อรักษาอุณหภูมิและไม่ให้ความเย็นรั่วไหล

7. เปลี่ยนใช้ตู้แช่ประหยัดพลังงาน

เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนตู้แช่ใหม่ ควรเลือกซื้อตู้แช่ที่ได้รับฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากกว่าตู้แบบทั่วไปถึง 20% แม้จะมีราคาแพงกว่า แต่ก็คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาว

8. หลีกเลี่ยงการเปิดตู้แช่บ่อยเกินไปหรือเปิดทิ้งไว้นาน

เปิดตู้แช่เฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น และปิดประตูให้สนิททันทีหลังจากใช้งาน การเปิดตู้แช่บ่อยเกินไปหรือเปิดทิ้งไว้นาน ๆ จะทำให้ความเย็นภายในตู้รั่วไหลออกมา ส่งผลให้ตู้แช่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อคงอุณหภูมิ

9. แช่สินค้าในปริมาณที่เหมาะสม อย่าใส่ของร้อนลงในตู้แช่

ควรแช่สินค้าในปริมาณพอเหมาะ ไม่แน่นหรือล้นตู้แช่ และหลีกเลี่ยงการนำของร้อนจัดเข้าไปแช่ในตู้ เพราะจะทำให้คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในตู้ ส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น

แนะนำตู้แช่เครื่องดื่ม 2 ประตู รุ่นประหยัดไฟ เหมาะสำหรับใช้ในร้านสะดวกซื้อ

### 1. FRESHER ตู้แช่ระบบ No frost 2 ประตู 27.6 Q รุ่น FR-2DFS5 พร้อมฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5
หากคุณกำลังมองหาตู้เย็นที่ไม่เพียงแต่ดีไซน์สวยงามแต่ยังช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้อีกด้วย Fresher FR-2DFS5 คือคำตอบที่คุณตามหา ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตู้เย็นรุ่นนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานประหยัดไฟเบอร์ 5 ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถใช้งานได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าไฟฟ้าบานปลา

### 2. HAIER ตู้แช่เครื่องดื่ม 2 ประตู 26.7Q รุ่น SC-768BPCS2
ตู้แช่มีความจุขนาดใหญ่ถึง 755 ลิตร มีคอมเพรสเซอร์ Embraco ช่วยประหยัดพลังงาน พร้อมระบบดิจิทัลแสดงอุณหภูมิ ความพิเศษของตู้นี้คือมีเทคโนโลยี No Frost ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำแข็งเกาะตู้ ในขณะที่ประตูกระจกนิรภัยสองชั้นช่วยป้องกันรังสีความร้อนจากภายนอก ส่งผลให้สามารถรักษาอุณหภูมิเย็นได้คงที่

### 3. THE COOL ตู้แช่เครื่องดื่ม 2 ประตู ขนาด 27 คิว รุ่น ALEX 2P PREMIUM-SB
ตู้แช่รุ่นนี้ใช้ระบบควบคุมดิจิทัล ช่วยให้สามารถปรับอุณหภูมิแช่เย็นได้อย่างแม่นยำ พร้อมจอแสดงผลที่ชัดเจน นอกจากนั้นยังติดตั้งคอยล์เย็นอลูมิเนียมเคลือบ Blue Fin ช่วยกระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังได้รับการออกแบบให้ประหยัดพลังงาน ด้วยการใช้สารทำความเย็น R-290a ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงติดตั้งประตูกระจกสองชั้นเพื่อกันความร้อน ช่วยเก็บรักษาอุณหภูมิเย็นได้นาน ลดการสิ้นเปลืองพลังงานได้

ตู้เย็นสองประตู มักใช้เป็นตู้แช่เครื่องดื่มในร้านสะดวกซื้อ.jpg

หากผู้ประกอบการท่านไหนกำลังมองหาตู้แช่เครื่องดื่มประหยัดไฟ สามารถเลือกซื้อตู้แช่เครื่องดื่ม 2 ประตูคุณภาพดี ประหยัดค่าไฟที่ Siam T.V ได้เลย เรามีตู้แช่ให้เลือกหลากหลายรุ่น ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน พร้อมโปรโมชันและบริการจัดส่งถึงบ้าน สั่งซื้อได้เลยวันนี้